ประสบการณ์แม่สุดช้ำ เอาลูกออกจากโรงเรียนดัง หลังลูกโดนแกล้งแต่ รร. ไม่ทำอะไร

        หัวอกคนเป็นแม่...สาวแชร์ประสบการณ์ช้ำ เสียเงินหลายแสนพาลูกเข้าโรงเรียนชายล้วนชื่อดัง ลูกถูกแกล้งเลือดตกยางออก แต่โรงเรียนไม่มีระบบการจัดการ ทัศนคติไม่โอเค ไม่มีมาตรการป้องกัน แถมรับปากไม่ได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก สุดท้ายต้องยอมย้ายลูกออกเอง

โรงเรียนชายล้วน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

         เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 หญิงผู้ใช้เฟซบุ๊ก Songsri Noenurai ได้ออกมาเขียนประสบการณ์สุดชอกช้ำในฐานะคนเป็นแม่ ภายหลังจากเธอยอมเสียเงินจำนวนหลายแสนบาท เพื่อที่จะพาลูกชายไปเข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนชายล้วน ชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่กลับเจอแต่ปัญหาหลายเรื่อง ที่เธอไม่คาดคิดว่าว่าจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับนี้ จนท้ายที่สุด เธอต้องตัดสินใจทำเรื่องที่ยากมากในความรู้สึก คือการนำลูกออกจากโรงเรียนแห่งนี้

         โดยคุณแม่เจ้าของเรื่องเล่าว่า วันที่เธอพาลูกชายไปสอบเข้าที่โรงเรียนแห่งนี้ มีธรรมเนียมต้องบริจาคเงินด้วย โดยเธอให้ไป 100,000 บาท และผลปรากฏว่าลูกชายเธอสอบติด ซึ่งจะต้องจ่ายค่าเทอมและค่าอื่น ๆ อีก 200,000 กว่าบาท ในวันมอบตัว แต่เนื่องจากเธอและลูกชายติดธุระไปเยี่ยมญาติที่ต่างประเทศ ก็ได้ให้ทางพี่สาวไปตกลงกับทางธุรการเพื่อเลื่อนวันมอบตัว แต่พอถึงวันจริง กลับพบว่าชื่อของลูกถูกคัดออกไปแล้ว ซึ่งทางโรงเรียนแจ้งว่า เพราะไม่มีการเขียนจดหมายยื่นผ่อนผัน แต่พี่สาวของเธอยืนยันทั้งน้ำตาว่า ในวันนั้นทางโรงเรียนไม่ได้แจ้งว่าให้ทำ สุดท้ายทางโรงเรียนไปจัดการจนยอมให้ลูกชายของเธอเข้าเรียน แต่ต้องย้ายไปอยู่ห้องเด็กที่เข้าช้ารอบหลัง และเป็นคนที่ 21 ซึ่งเกินมาจากห้องปกติที่มีเด็ก 20 คน ต่อคุณครู 2 คน เธอก็ยอมตกลง และแจ้งให้ครูประจำชั้นทราบว่าลูกชายมีปัญหาด้านร่างกาย คือสายตาสั้น -1300 และต้องใส่รองเท้าเสริมเพราะขายาวต่างกัน 5 เซนติเมตร ทางคุณครูรับปากว่าไม่ต้องห่วง สามารถดูแลได้

         จนกระทั่งถึงวันเปิดเทอม เธอก็ส่งลูกชายไปเรียน มีการบ้าน มีกิจกรรมและการสอบมิดเทอมตามปกติ ลูกชายของเธอเริ่มปรับตัวได้ มีการเล่นและแหย่กันตามประสาลูกผู้ชาย ซึ่งเธอก็โอเครับได้ กระทั่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ลูกชายของเธอเริ่มมาเล่าว่า ถูกเพื่อนผู้ชายที่โรงเรียนเตะ ตามมาด้วยชกท้อง ทำร้ายโดนอวัยวะเพศ มีรอยจิกที่หน้าอก วันที่ 23 สิงหาคม พาลูกไปโรงพยาบาล ลูกมีการความดันเลือดสูง กระทั่งเช้าวันต่อมาที่ลูกชายไปโรงเรียน คุณครูไลน์มาบอกว่าลูกชายเกิดอุบัติเหตุ ก่อนจะรู้ว่าเป็นเพื่อนผู้ชายคนเดิมที่ชอบแกล้งผลักลูกชายจนล้มหัวแตกมีเลือดออกมาก ต้องเข้าห้องฉุกเฉินเย็บแผล 

โรงเรียนชายล้วน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

         ทางด้านครูประจำชั้นพยายามเคลียร์กับเธอให้เรื่องจบ แต่เธอก็คิดว่าเด็กอายุ 5 ขวบที่เป็นคนทำ ซึ่งอายุน้อยกว่าลูกชายเธออีก ไม่ใช่คนผิด และพ่อแม่ของเขาก็เช่นกัน แต่อาจจะต้องสอนและตักเตือนลูกบ้าง ไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่นเช่นนี้ ส่วนตัวเธอคิดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทางโรงเรียนที่ต้องดูแลเด็ก และเธออยากให้ทางโรงเรียนมีมาตรการป้องกัน วันต่อมาจึงไปหาที่ฝ่ายปกครอง แต่ไม่ได้จะเอาเรื่อง เพียงต้องการไปถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีก แต่ทางนั้นกลับต่อว่าครูประจำชั้นให้เธอฟัง จากนั้นพอเธอบอกครูประจำชั้นว่า เธอไปหาฝ่ายปกครองมา เธอกลับถูกครูต่อว่าว่าทำข้ามขั้น ทำไมคุณไม่คุยกับครูประจำชั้นอย่างเดียว ทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจกับระบบการจัดการของโรงเรียนเป็นอย่างมาก และหลังจากนั้น ทางครูก็ได้นัดแนะผู้ปกครองของเด็กชายคู่กรณีของลูกชายเธอมาขอโทษ แต่เธอยังรู้สึกว่าไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่เป็นความรับผิดชอบของโรงเรียน

         หลังจากเกิดเหตุ เธอรู้สึกไม่วางใจ จึงเข้าไปลองสังเกตการณ์ลูกที่โรงเรียน แล้วก็ได้พบกับสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าพอใจ ไม่เพียงแต่ความแออัดคับแคบ แต่ยังมีจุดเสี่ยงอันตราย มีพื้นที่ลื่นเวลาฝนตก ทั้งยังเห็นเด็กลื่นล้มต่อหน้าจนหัวเกือบกระแทกอัฒจรรย์ มีน็อตยื่นออกมาจากเสาธง สามารถเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา แต่ทางโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนสูงมากเช่นนี้ กลับไม่มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยเหล่านี้เลย

         ทางครูประจำชั้นทราบเรื่องว่าเธอเข้าไปเฝ้าดูลูก จึงดุผ่านทางลูกชายของเธอมา บอกว่ามันผิดกฎ ซึ่งในความรู้สึกของเธอคือเป็นห่วงลูก เพราะหลังจากที่ลูกชายได้รับบาดเจ็บหัวแตก ทางโรงเรียนไม่มีใครให้ความมั่นใจกับเธอได้ว่าจะไม่เกิดเหตุเช่นนี้อีก และการที่ครูประจำชั้นกดดันผ่านลูกมาเช่นนี้ ทำให้เธอไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงได้เข้าไปที่ฝ่ายปกครองอีกครั้ง เพื่อต้องการคำตอบว่าทางโรงเรียนจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นคำพูดและสีหน้ารำคาญ บอกว่าจัดการทำโทษกักบริเวณเด็กไปแล้ว และให้ครอบครัวเด็กคนนั้นมาขอโทษแล้ว แต่สิ่งที่เธอต้องการจริง ๆ คือคำตอบที่ว่า ทางโรงเรียนจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้อีกได้อย่างไร แต่พวกเขากลับตอบไม่ได้ และไม่รับปากว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก บอกว่าเรื่องนี้เด็กต้องดูแลตัวเอง ต้องเรียนรู้เอาตัวรอดเอง

         หลังจากจากเธอทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งเรื่องราวและปัญหาที่เกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงระบบขั้นตอนการจัดการของทางโรงเรียน เธอได้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ต้องการให้ลูกชายอยู่ในสภาพแวดล้อมและบุคคลากรเช่นนี้ได้ ในที่สุดจึงขอยอมเป็นฝ่ายพาลูกชายย้ายออกมาเอง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
เฟซบุ๊ก Songsri Noenurai


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ประสบการณ์แม่สุดช้ำ เอาลูกออกจากโรงเรียนดัง หลังลูกโดนแกล้งแต่ รร. ไม่ทำอะไร โพสต์เมื่อ 1 กันยายน 2561 เวลา 12:14:40 13,422 อ่าน
TOP