สานฝันคนอยากเรียนต่อหมอ จะเริ่มต้นตรงไหนดี เตรียมตัวอย่างไร และในไทยมีสถาบันไหนโดดเด่นทางด้านนี้บ้าง มาดูกัน หมอหรือแพทย์ในสาขาต่าง ๆ นับเป็นหนึ่งในอาชีพที่นักเรียนนักศึกษาหลายคนใฝ่ฝันจะเรียนและจบออกมาได้ทำงานในสายงานนี้ แต่ก็ไม่ใช่ใคร ๆ ก็เป็นหมอได้ จึงควรเตรียมความพร้อมให้แน่นตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาเพื่อสอบเข้าในคณะแพทยศาสตร์ในระดับชั้นปริญญาตรีต่อไป สำหรับใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ควรเลือกเรียนสายอะไรดี หรือต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนสอบ รวมไปถึงมีสถาบันใดบ้างที่เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์ วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันค่ะ สำหรับน้อง ๆ ที่ยังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และอยากเรียนต่อหมอ ควรเลือกเรียนต่อแผนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (วิทย์-คณิต) ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะจะเน้นการเรียนวิชาสามัญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ (1) ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา แต่ถ้าเลือกเรียนสายอื่นไปแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลไป แค่อาจจะต้องใช้เวลาอ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ หรือเรียนพิเศษเสริมในหมวดวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงควรเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบวิชาความถนัดแพทย์ไว้ด้วย โดยสัดส่วนคะแนนที่ใช้ในการพิจารณามี ดังนี้ คะแนนวิชาสามัญโดย สทศ. 70% ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) 40% คณิตศาสตร์ (1) 20% ภาษาอังกฤษ 20% ภาษาไทย 10% และสังคมศึกษา 10% สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ niets.or.th คะแนนวิชาเฉพาะ กสพท หรือวิชาความถนัดแพทย์ 30% “กสพท คือชื่อย่อของ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย” วิชาเฉพาะ กสพท หรือ วิชาความถนัดแพทย์ คือ ข้อสอบที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้วัดทักษะในสายวิชาชีพก่อนเข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ รวมถึงเภสัชศาสตร์ แม้จะมีสัดส่วนแค่ 30% แต่ก็ถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับรายวิชาอื่น ๆ โดยในปีการศึกษา 2564 จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ คือ การจับใจความ คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ เชื่อมโยง ความเป็นเหตุเป็นผล และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2. การประเมินแนวคิดทางจริยธรรม สำหรับใครที่อยากเรียนต่อหมอควรศึกษาประกาศการรับสมัครในแต่ละปีให้ละเอียด เพราะกำหนดการบางปีอาจเร็ว-ช้าแตกต่างกัน เพื่อกำหนดแนวทางในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบกัน ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา มีการนำระบบ TCAS (Thai University Center Admission System) มาใช้ในการคัดเลือกผู้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยใช้คะแนนในการคัดผู้สอบติดจากการสมัคร โดยแบ่งเป็นรอบ ดังนี้ 1. รอบที่ 1 Portfolio ไม่มีการสอบ เน้นดูที่ผลงานและความสามารถเป็นหลักตามเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัย 2. รอบที่ 2 Quota สำหรับนักเรียนในพื้นที่เดียวกับมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเป็นคะแนนสอบกลาง เช่น O-Net 5 วิชา คือ คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา คะแนนเฉลี่ยรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือ 300 คะแนนขึ้นไป หรือวิชาสามัญ จัดสอบโดย สทศ. เลือกสอบ 7 วิชา คือ คณิตศาสตร์ (1), ฟิสิกส์, เคมี, ชีววิทยา, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ซึ่งในแต่ละวิชาต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของคะแนนเต็ม 3. รอบที่ 3 Admission 1 และ 2 เป็นการรับสมัครพร้อมกัน ทั้งโครงการ กสพท, โครงการอื่น ๆ และนักเรียนทั่วไป โดยใช้คะแนนกลาง (O-Net, วิชาสามัญ, GAT/PAT) เป็นเกณฑ์คัดเลือก Admission 1 ใช้คะแนน O-NET, GAT/PAT, วิชาสามัญ และวิชาเฉพาะ Admission 2 ใช้คะแนนในชั้นเรียน หรือ GPAX ร่วมกับคะแนน O-NET และ GAT/PAT ด้วย 4. รอบที่ 4 Direct Admission หรือรอบรับตรง เป็นการสอบตรงเข้าโครงการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ที่จัดสอบขึ้นเอง โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานนั้นได้โดยตรง เช่น โครงการ MDX และ MD02 ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (คลิก) และการสอบแพทย์ CPIRD และ ODOD หรือการสอบแพทย์ชนบท ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น จฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คลิก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คลิก) และมหาวิทยาลัยมหิดล (คลิก) เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีสถาบันและมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เปิดสอนและผลิตแพทย์ในคณะต่าง ๆ ทั้งของรัฐบาลและเอกชนในประเทศไทย ซึ่งสามารถเช็กได้จากลิงก์ด้านล่างนี้เลยค่ะ คณะแพทยศาสตร์ รับรองโดยแพทยสภา (23 แห่ง) คณะทันตแพทยศาสตร์ รับรองโดยทันตแพทยสภา (19 แห่ง) คณะสัตวแพทยศาสตร์ รับรองโดยสำนักงานสัตวแพทยสภา (11 แห่ง) คณะเภสัชศาสตร์ รับรองโดยสภาพเภสัชกรรม (28 แห่ง) การเรียนในคณะแพทยศาสตร์ สามารถแบ่งออกเป็นสาขาวิชาหรือสาขาเฉพาะทางต่าง ๆ แยกย่อยออกไปได้อีกมากมาย ทั้งกายวิภาคศาสตร์, จิตเวชศาสตร์, จุลชีววิทยา, นิติเวชศาสตร์, ปรสิตวิทยา, พยาธิวิทยา,เวชศาสตร์ป้องกันและสังคม, สรีรวิทยา, กุมารเวชศาสตร์, จักษุวิทยา, ชีวเคมี, เภสัชวิทยา, รังสีวิทยา, วิสัญญีวิทยา, เวชศาสตร์ชันสูตร, ศัลยศาสตร์, ออธ์โธปิดิกส์, เวชศาสตร์ฟื้นฟู, สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา, โศต ศอ นาสิกวิทยา และอายุรศาสตร์ ซึ่งชื่อเรียกของสาขาวิชาก็อาจแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ถึงแม้การสอบเข้าเรียนต่อหมออาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับน้อง ๆ หลาย ๆ คน ด้วยเนื้อหาวิชาจำนวนมากที่ต้องจดจำทำความเข้าใจ แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมและเตรียมตัวที่ดี ตั้งใจอ่านหนังสือตั้งแต่เนิ่น ๆ ฝึกฝนทำแบบทดสอบบ่อย ๆ เชื่อเลยว่าโอกาสสอบติดเข้าเรียนและจบออกมาเป็นหมอเก่ง ๆ มีคุณภาพ สร้างประโยชน์ให้สังคมมากมาย ก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่ ๆ ค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนนะคะ ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์รับนักศึกษาและการทดสอบ มหาวิทยาลัยสงขลานครินท์, สทศ., กสพท., มหาวิทยาลัยขอนแก่น, โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท, แพทยสภา