
หกปีก่อน อาร์ม – อนุสรณ์ สร้อยสงิม เด็กฟิล์มปีสามมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ใช้เวลาในช่วงน้ำท่วมใหญ่ (ปลายปี 2554) ซึ่งมหาวิทยาลัยสั่งปิดเป็นเวลา 6 เดือน เดินทางไปเขาใหญ่กับเพื่อนอีกสองคนเพื่อทำหนังสั้นเรื่อง "Present Perfect แค่นี้ก็ดีแล้ว"
เบื้องหลังเรื่องราวนี้ อาร์มยกเครดิตทั้งหมดให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ "เชื่อมั้ยว่าผมลงทุนทำหนังสั้นเรื่องนี้แค่ 3,000 บาท" อาร์มบอกว่า ผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการทำงานของเขาคือมหาวิทยาลัยที่อนุญาตให้หยิบยืมอุปกรณ์ถ่ายทำและสตูดิโอตัดต่อ รวมทั้งคำปรึกษาจากคณาจารย์ในสาขาวิชาการผลิตภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ "ที่นี่เปิดกว้างทางความคิดมาก นักศึกษาอยากทำอะไรขอให้บอก มหาวิทยาลัยสนับสนุนเต็มที่ สี่ปีที่ผมเรียนไม่ค่อยได้อยู่ในห้องเรียนนะ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดได้เราต้องพาตัวเองออกไปจากกรอบ ออกไปข้างนอก ออกไปทำงานจริง ๆ เราเรียนกันแบบนี้ ยิ่งตอนนี้มหาวิทยาลัยพัฒนาสาขาวิชาเป็นคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ ทุกอย่างครบยิ่งกว่าตอนที่ผมเรียน บอกตรง ๆ ว่าอิจฉารุ่นน้องมาก" มหาวิทยาลัยยังเป็นสถานที่เปิดโลกความคิดและมุมมองสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้การผลิตงานของนักศึกษา ทำให้แม้วันนี้อาร์มจะกลายเป็นศิษย์เก่าไปแล้วแต่ก็ยังกลับไปช่วยงานมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ
ย้อนความกลับไปในช่วงมัธยมปลาย อาร์มมีความฝันชัดเจนที่จะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แม้จะต้องขุ่นเคืองกับแม่ที่ต้องการให้เรียนสายวิทย์-คณิต เขาก็ดึงดันเรียนสายศิลป์ และตัดสินใจสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปอเมริกาเพื่อจะไม่ต้องทะเลาะกับครอบครัว สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากนั้นสองปี คือความชำนาญด้านภาษา แต่เขายังต้องควานหาเส้นทางสู่ฝัน เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมเป็นตัวช่วยในฐานะครูแนะแนว อาร์มพบว่ามีมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนวิชาภาพยนตร์และเขาเลือกเรียนที่ม.กรุงเทพ "มหาวิทยาลัยรัฐก็เปิดสอนแต่ผมไม่มีคะแนนโอเน็ต เพราะจบไฮสคูลที่โน่นมันคนละระบบ แต่ผมชัดว่าอยากเรียนอะไร ก็เลยมาเป็นเด็กฟิล์ม และไม่ผิดหวัง พื้นฐานเพื่อการสร้างฝันของผมให้เป็นจริงมีครบที่นี่"
แน่นอน ครอบครัวไม่ต่อว่าใดๆ ที่ลูกชายตัดสินใจเดินทางสายนี้ แต่ลูกต้องส่งตัวเองเรียน อาร์มจึงขอทุนเรียนจากมหาวิทยาลัยและทำงานพิเศษเพิ่มเติมไปด้วย กระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 2554 Present Perfect จึงเกิดขึ้น หนังสั้นเรื่องนี้ได้สร้างจุดเปลี่ยนให้ชีวิตผู้กำกับหนุ่มคนนี้ติดปีกสู่โลกกว้างในเวลาต่อมา
"ตอนนั้นอยู่ปีสามผมเปิดบริษัทแล้วก็ทำหนังสั้นอีกหลายเรื่องครับ เพราะมหาวิทยาลัยสนับสนุน passion เราเยอะมาก เราหาทุนสร้างด้วยอย่างเรื่อง anti-human ภูมิแพ้มนุษย์ ก็ได้ทุนจากเกาหลี อุปกรณ์ถ่ายทำก็ยืมมหาวิทยาลัย เค้ามีเยอะ แล้วเด็กฟิล์มทุกคนยืมใช้ได้ ทำเสร็จแล้วส่งประกวดเทศกาลภาพยนตร์ในต่างประเทศเรื่อยๆ การส่งหนังประกวดไม่ยากเลย มีช่องทางออนไลน์มากมายแต่เราต้องเปิดหูเปิดตาเราเข้าไว้ แล้วที่สำคัญทำหนังต้องมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ โลกภาพยนตร์ทั้งใบก็จะเปิดประตูให้คุณ"
อาร์มเรียนจบสาขาบริหารภาพยนตร์ใช้เวลา 4 ปี สำหรับปริญญาหนึ่งใบ ซึ่งอาร์มบอกว่า ไม่สำคัญเท่ากับการได้ฝึกฝนการทำงานผ่านการเรียนรู้ ลงมือทำงานจริงๆ โปรเจ็คท์จบของอาร์มคือ การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นักเรียนนักศึกษานานาชาติ กรุงเทพ ปี 2557 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ อาศัยประสบการณ์การส่งหนังสั้นประกวดหลายครั้งทำให้อาร์มมีคอนเน็คชั่นในต่างประเทศมากมาย นิทรรศการ 7 วันของอาร์มจึงมีผลงานจากนักศึกษาทั่วโลกรวมทั้งไทยมาจัดแสดง
"ผมว่าโมเดลที่ดีสำหรับคนทำหนัง คือ การทำซับไตเติ้ลอังกฤษ งานของคุณจะไปถึงคนทั่วโลก เราต้องมีความฝันให้ไกล ฝันให้ใหญ่ แล้วมุ่งไป งานของผมจึงตั้งอยู่บนแนวคิดผลิตหนังไทยให้โลกดู" บทพิสูจน์ความฝันสร้างหนังไทยให้โลกดูก็เกิดขึ้นหลังจากอาร์มเรียนจบ ความสำเร็จของหนังสั้น Present Perfect ทำให้อาร์มขยายผลอีกครั้งในปี 2559 โดยสร้างเป็นภาพยนตร์เต็มรูปแบบความยาว 100 นาที ได้รับการสนับสนุนทุนสร้าง 3 ล้านบาทจากการท่องเที่ยวจังหวัดฮิงะชิคาวะ (Higashikawa) นั่นคือเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากสวยงามของญี่ปุ่นทั้งเรื่องและการท่องเที่ยวของจังหวัดฮิงะชิคาวะ เกาะฮอกไกโด ก็บูมขึ้นมาทันทีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวไต้หวันหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และโรมาเนีย หนังเดินสายไปหลายประเทศ ได้รับความสำเร็จทุกประเทศ ทำรายได้รวมมากกว่าแปดหลักให้กับคอมเมทีฟโปรดักชั่น
วันนี้ อาร์มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับหนังหนุ่มครีเอทีฟไฟแรงวัย 28 ปีที่น่าจับตา และเขากำลังจะลงมือสร้างบางสิ่งให้วงการภาพยนตร์ไทยในเร็ว ๆ นี้ "ขอยังไม่บอกรายละเอียด แต่เชื่อว่าวงการจะสั่นสะเทือนแน่นอน เพราะม.กรุงเทพ สอนให้เราคิดต่างมากจริง ๆ ครับ"