15 แกรมม่าอังกฤษ ที่ใช้ผิดกันบ่อย ๆ

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          แม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาราชการของคนไทยเรา แต่ก็ต้องปรบมือให้ที่อย่างน้อยเราก็สามารถสื่อสารกับคนต่างชาติได้ดีในระดับหนึ่ง แม้จะเป็นภาษาพูดที่สปีคกันแบบสเนค ๆ ฟิช ๆ (งู ๆ ปลา ๆ) แต่ก็ยังคุยกันได้รู้เรื่อง (แม้บางครั้งอาจมีการใช้ภาษาสากลอย่างภาามือและภาษากายเข้ามาช่วยด้วยก็ตาม ^^") แต่เมื่อมาถึงการสื่อสารที่เป็นทางการขึ้นอย่างการเขียนแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับเลยว่าเรายังไม่ค่อยแม่นเรื่องไวยากรณ์หรือแกรมม่ากันสักเท่าไหร่ ก็เลยมีใช้ผิดใช้ถูกกันอยู่เรื่อย บ้างก็มาจากความสับสนจากการพูด เพราะชินแต่พูดอย่างเดียว แถมยังออกเสียงกันแบบถูกบ้างผิดบ้าง พอให้มาเขียนก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องสะกดอย่างไร

          วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยหยิบเรื่องราวไวยากรณ์ภาษาอังกฤษน่ารู้ จากเว็บไซต์ copyblogger มาฝากกัน เขาพูดถึงเรื่องแกรมม่าภาษาอังกฤษ 15 รูปแบบ ที่คนมักใช้ผิดกันบ่อย ๆ ไม่ใช่แค่กับคนไทยเท่านั้น แต่เป็นกับคนในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักทั่วโลกเลยล่ะ

         ใครที่สนใจหรือได้ใช้ภาษาอังกฤษกันอยู่บ่อย ๆ มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยจ้า

1.  YOUR / YOU'RE

          Your  เป็นสรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของ ว่าของสิ่งนั้น อันนั้น เป็นของคู่สนทนา เช่น I'm your girlfriend. (ฉันเป็นแฟนของเธอนะจ๊ะ)

          You're เป็นรูปย่อของคำว่า you are อันมีความหมายว่า "คุณคือ..." เช่น You're my boyfriend. (คุณคือแฟนของฉันนะ) ทว่าเมื่อถูกนำมาย่อในรูป you're แล้วดันออกเสียงเหมือนกับ your ซะเนียนเลย เมื่อมาสู่ภาษาเขียนก็เลยสร้างความสับสนอยู่ไม่น้อย เพราะออกเสียงกันเพลินจนไม่รู้ว่าจริง ๆ ต้องใช้คำไหนกันแน่ เรื่องนี้ไม่ยากจ้ะ แค่ลองสังเกตจากบริบทโดยรอบก็จะพอให้เดาได้ไม่มีพลาดว่าควรจะเป็น your หรือ you're

2. IT'S / ITS

            It's
เป็นรูปย่อของคำว่า it is, it was และ it has

          Its เป็นสรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของว่าคือ ของมัน เช่น This dog is very old. Its fur starts to fall off. (เจ้าตูบตัวนี้แก่มากแล้ว ขนของมันเริ่มจะหลุดร่วง)

          เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการพูดที่จะนำไปซึ่งการเขียนผิด เวลาต้องการใช้ It's ก็ให้พูดออกมาดัง ๆ เลยว่ามันคือ It is ทีนี้จะได้ไม่เขียนผิดอีกนะ

3. THERE / THEIR / THEY'RE

          มาดูที่ there และ their ซึ่งออกเสียงเหมือนกันอย่างกับแกะกันก่อนเลย ทั้งสองคำนี้แม้จะออกเสียงเช่นเดียวกัน แต่ว่าความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง there ใช้แทนสถานที่ หมายถึง ที่นั่น ในขณะที่ their เป็นสรรพนามใช้แสดงความเป็นเจ้าของ แปลว่า ของพวกเขา หากรู้ความหมายที่ถูกต้องแบบนี้แล้ว ก่อนจะเขียนก็ลองทำความเข้าใจกับประโยคนั้นก่อนว่าต้องการสื่อความว่าอย่างไร รับรองว่าจากนี้ไปไม่ใช้ผิดแน่นอน

          ส่วน they're คำนี้พบว่าออกเสียงคล้าย ๆ กับ there และ their แต่หากออกเสียงช้า ๆ ชัด ๆ แล้วล่ะก็จะพบว่ามันไม่เหมือนกันเลยล่ะ ทั้งนี้ they're เป็นรูปย่อของ they are ซึ่งแปลว่า "พวกเขาเป็น/อยู่/คือ..." เช่น They're the hottest idols at this moment. (พวกเขาคือเหล่านักร้องที่ฮ็อตที่สุดในตอนนี้) รู้ทั้งการออกเสียงและความหมายที่ถูกต้องของพวกมันแล้ว จะใช้คำไหน ๆ ในครั้งต่อไปคงจะไม่สับสนกันแล้วนะจ๊ะ

4. AFFECT / EFFECT

            Affect
เป็นกริยา หมายความว่า มีผลต่อหรือส่งผลกระทบ เช่น Your ability to communicate clearly will affect your income. (ความสามารถในการสื่อสารอย่างชัดเจนจะส่งผลต่อรายได้ของคุณนะจ๊ะ ^^)

          Effect มักใช้เป็นคำนาม แปลว่า ผลกระทบ เช่น The effect of poor grammar on a person's income is well documented. (มีข้อสนับสนุนอย่างชัดเจนว่า ผลกระทบจากการใช้แกรมม่าผิด ๆ นั้นส่งผลต่อรายได้ของบุคคลคนหนึ่ง ๆ )

          เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ effect จากการใช้แกรมม่าผิด ๆ มา affect เงินเดือนของคุณ จากนี้ไปก็อย่าใช้ผิดอีกนะ ;D

5. THEN / THAN

          สองคำนี้แม้จะออกเสียงต่างกัน (then/than - เด็น/แดน) แต่ถ้าไม่ระวัง หรือออกเสียงผิด ๆ มาตั้งแต่ตอนพูดแล้วก็จะก่อให้เกิดความสับสนต่อการเขียนได้

          Then มักใช้เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) สามารถใช้ได้ในหลายความหมาย ทั้งแปลว่า นับแต่นั้นเป็นต้นมาในแง่ของเวลา เช่น I had a serious argue with her, she never talks to me again since then. (ผลทะเลาะกับเธอหนักมาก แล้วเธอก็ไม่คุยกับผมอีกเลยนับแต่นั้นมา) หรือใช้เพื่อบอกลำดับขั้นตอน เช่น To make a cake, put the flour in a bowl then crack an egg.. (ในการทำเค้ก ให้ใส่แป้งลงในชาม จากนั้นตอกไข่ลงไป..)

          Thanใช้ในการเปรียบเทียบของสองสิ่งที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น Watermelon is bigger than orange. (แตงโมลูกใหญ่กว่าส้ม)

          เห็นหรือยังว่าทั้งสองคำนี้ต่างกันทั้งในเรื่องของเสียงและความหมายอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

6. LOOSE / LOSE

          มาถึงสุดยอดคำที่มักใช้กันผิดอีกคู่หนึ่งอย่าง loose กับ lose ที่ออกเสียงคล้ายกัน (ลูส) แต่ความหมายไม่ได้ใกล้เคียงกันเลย loose แปลว่า หลวม ในขณะที่ lose แปลว่า แพ้หรือทำหาย ลองมาดูความแตกต่างจากตัวอย่างต่อไปนี้

          If your pants are too loose, you might lose your pants. แปลว่า ถ้าหากกางเกงของคุณมันหลวมเกินไป คุณก็มีสิทธิ์ที่จะทำกางเกงหายไปได้นะจ๊ะ (หลวมจนหลุดนั่นเอง หรือกางเกงหายไปจากสะโพกนั่นเอง)

7. ME, MYSELF, AND I

          Me/I ด้วยทั้ง me และ I ต่างก็แปลว่า "ฉัน" หลาย ๆ คนจึงสับสนว่าทั้งคู่ใช้แตกต่างกันอย่างไร me ใช้เป็นกรรมของประโยค ส่วน I นั้นใช้เป็นประธาน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น I love you and you love me. (ฉันรักเธอ และ เธอรักฉัน) นั่นไงล่ะจ๊ะ บอกความแตกต่างของคำทั้งสองได้ดีทีเดียว

          Myself คำนี้เป็นสรรพนาม แปลว่า ตัวของฉัน เช่น I always think to myself, 'how wonderful that you love me.' (ฉันคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้ที่คุณรักฉัน) โดยคำในตำแหน่ง myself นั้น จะไม่สามารถนำ I หรือ me ไปวางแทนที่ได้เด็ดขาด (หากนำไปวางก็คงรู้สึกแปลก ๆ อยู่ล่ะ)

8. การใช้ เครื่องหมาย " ' "

          ภาษาอังกฤษเรียกเครื่องหมายวรรคตอนนี้ “ ‘ ” ว่า อะโพสโทรฟี (apostrophe) ส่วนภาษาไทยเรียกตามลักษณะที่ปรากฎว่าเครื่องหมาย ฝนทอง เพราะมันเหมือนหยาดฝน หรือจะว่าไปก็เหมือนกับไม้เอก เครื่องหมายวรรณยุตก์ของเรานี่เอง

          ในภาษาอังกฤษจะใช้ ฝนทอง หรือเครื่องหมายอะโพสโทรฟี ใน 2 กรณี คือ

          - ใช้ในคำย่อต่าง ๆ เช่น isn't จาก is not, don't จาก do not เป็นต้น และ

          -  ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น This is Paula's chilli paste. (นี่คือน้ำพริกของพรหล้า) โดยคำนามที่อยู่ด้านหน้าเครื่องหมาย " ' " จะแสดงความเป็นเจ้าของนามที่อยู่ด้านหลังเครื่องหมาย " ' " เสมอ (ในที่นี้ คำว่า chilli paste อยู่หลังเครื่องหมายอะโพสโทรฟี มันจึงต้องกลายเป็นสมบัติในครอบครองของ Paula ไป กลายเป็น น้ำพริกของพรหล้านั่นเอง)

9. COULD OF, WOULD OF, SHOULD OF คำเหล่านี้ไม่มีใช้กันนะ

          คำว่า could've , would've และ should've (ซึ่งเป็นคำย่อของ could have, would have และ should have) เมื่อใช้ในภาษาพูดแล้ว ยามฟังเหมือนกำลังออกเสียงคำว่า could of, would of และ should of (ลองออกเสียงกันดูนะจ๊ะ) แต่ทั้งสามคำนี้ล้วนเป็นคำที่ไม่มีความหมายใด ๆ เพราะฉะนั้น ยามจะนำคำพูดมาเขียนก็อย่าเผลอเขียน could/would/should of ลงไปนะจ๊ะ ท่องให้ขึ้นใจว่ามันคือ could've , would've และ should've ต่างหาก !!

10. COMPLEMENT / COMPLIMENT

          สองคำนี้แม้จะออกเสียงคล้าย ๆ กัน (แต่ถ้าตั้งใจฟัง ตัว -ple- ของคำว่า complement จะออกเสียงยาวกว่า -pli- ของ compliment อยู่นิดหนึ่ง) แต่ความหมายแตกต่างกันไปคนละทิศละทางเลยล่ะ

          Complementเป็นคำนาม แปลว่า ส่วนที่เพิ่มหรือเติมเข้าไป หรือเป็นกริยาที่แปลว่า เพิ่ม/เติมเข้าไปก็ได้ เช่น Paula and Jon complemented each other well. (พรหล้าและจ้อนต่างเติมเต็มกันและกันได้เป็นอย่างดี

          Complimentเป็นคำนาม แปลว่าคำชม เช่น Tidtie was so pround by the compliment of her teacher. (ติ๊ดตี่รู้สึกปลาบปลื้มมากที่ได้รับคำชมจากคุณครู) หรือ She can't stop compliment about the groom that he's the complement of her life. (เธอไม่สามารถจะหยุดชื่นชมเจ้าบ่าวของเธอได้ ว่าเขาเป็นคนที่เติมเต็มชีวิตของเธอ)

11. FEWER / LESS

          ทั้งสองคำนี้ต่างมีความหมายเชิงเปรียบเทียบในทางที่น้อยลงหรือด้อยกว่า แต่ข้อแตกต่างคือ fewer ใช้กับจำนวนที่นับได้ ส่วน less ใช้กับจำนวนที่นับไม่ได้ เช่น

          Robert has written fewer poems since he got a real job. (โรเบิร์ตเขียนโคลงกลอนน้องลงกว่าเดิม ตั้งแต่เขาได้งานจริง ๆ จัง ๆ) ในกรณีนี้ใช้ fewer เพราะว่า poem (โคลงกลอน) สามารถนับจำนวนได้

          Compare with Robert, Howard has less inspiration to write a poem. (หากเทียบกับโรเบิร์ตแล้วล่ะก็ โฮวาร์ดมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนโคลงกลอนน้อยกว่าเสียอีก) ใช้ less กับกรณีนี้เพราะ inspiration (แรงบันดาลใจ) เป็นเรื่องของนามธรรมที่ไม่มีหน่วยนับ จับต้องไม่ได้นั่นเอง

12. HISTORIC / HISTORICAL

          สองคำนี้ต่างเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ที่ทำหน้าที่ขยายคำนามเหมือนกัน เขียนคล้าย ๆ กัน แถมความหมายก็เป็นไปในเชิงใกล้เคียงกัน ก็เลยสร้างความสับสนได้ไม่น้อย จึงขอไขข้อข้องใจถึงความแตกต่างของทั้งสองคำไว้ดังนี้

          Historic หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ชวนให้จดจำจารึกระลึกไว้ เช่น The accident of the Titanic is a historic disaster. (อุบัติเหตุเรือไททานิคนับเป็นความหายนะทางประวัติศาสตร์)

          Historical หมายความว่า อะไรอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ควรค่าแก่การจดจำของคนหมู่มาก เป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรนักก็ได้ ตัวอย่างต่อเนื่องมาจากด้านบนว่า The accident of the Titanic is a historic disaster but Jack and Rose were not the historical figure. (แม้อุบัติเหตุเรือไททานิคจะเป็นความหายนะทางประวัติศาสตร์ แต่แจ็คกับโรสไม่ได้เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง)

13. PRINCIPAL  / PRINCIPLE

          สองคำนี้ออกเสียงคล้ายกันมากจนฟังแต่ศัพท์เดี่ยว ๆ แล้วอาจแยกไม่ออก แต่เมื่อฟังเมื่อมันในรูปประโยคก็จะสามารถแยกแยะออกได้โดยดูจากบริบทรอบข้าง

          Principal เป็นคำนามแปลว่า ผู้มีอำนาจสูงสุด หรือเมื่อเป็นคำคุณศัพท์ก็แปลว่า ซึ่งสำคัญที่สุด เช่น He is the the principal of a kindergarten school. (เขาเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง)

          Principleแปลว่าหลักการ ทฤษฎี กฏ หรือหลักศีลธรรมก็ได้ เช่น It's against the principle to accept gifts from clients. (การรับของขวัญจากลูกค้านับเป็นเรื่องที่ผิดกฎ)

14. LITERALLY 

          หลาย ๆ คนคงรู้สึกงุนงงเมื่อเห็นเจ้าคำนี้ปรากฏอยู่ในข้อความใด ๆ ว่าตกลงมันมีความหมายว่าอย่างไรกันหนอ คำว่า literally นี้แปลว่า หมายความตามตัวอักษร ไร้ซึ่งการเทียบเคียงหรือเปรียบเปรยใด ๆ เช่น I'm literally dying of shame. ประโยคนี้หากแปลผ่าน ๆ ก็แปลว่า ฉันกำลังจะตายเพราะความอับอายอยู่แล้ว แต่คำว่า literally ที่เติมเข้าไป เน้นให้เห็นจริง ๆ ว่า คนพูดกำลังอับอายขายขี้หน้าถึงขีดสุดจนจะตายอยู่รอมร่อแล้วจริง ๆ นั่นเองจ้ะ (ประมาณว่าเสียหน้ายับเยินจนจิตตก พาลให้ป่วยใกล้ตายซะอย่างนั้น)

15. สื่อความผิดพลาดจากการเรียงคำที่มีน่าสับสน

          นี่เป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ หากมีคำซึ่งสามารถแปลได้หลายความหมายตามตำแหน่งต่าง ๆ ที่วางลงไปในประโยค เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนและเห็นภาพ ไปดูตัวอย่างกันเลย

          After rotting in the cellar for weeks, my brother brought up some oranges. ประโยคนี้มีความหมายตามตัวว่า หลังจากเปื่อยเน่าอยู่ที่ห้องใต้ดินตั้งหลายสัปดาห์ ที่ชายของฉันก็ขนส้มขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ..ฟังดูแล้วงง ๆ ปนสยอง ว่าพี่ชายเนี่ยนะที่เน่าเปื่อยอยู่ในห้องใต้ดิน ตกลงนี่มันคนหรือซอมบี้กันล่ะเนี่ย O_o ! 

          ทั้งที่ความจริงแล้วการสื่อความที่ถูกต้องน่าจะเรียงประโยคแบบต่อไปนี้ My brother brought up some orange that had been rotting in the cellar for weeks. ซึ่งแปลตามตัวได้อย่างชัดเจนว่า พี่ชายขนส้มที่เน่าจากการถูกเก็บลืมไว้ในห้องใต้ดินขึ้นมาจำนวนหนึ่ง หรือเอาง่าย ๆ ว่า พี่ชายขนส้มเน่าขึ้นมาจากห้องใต้ดินนั่นเอง

          ด้านบนนี้เป็นตัวอย่างความกำกวมของการเรียงคำในประโยค ซึ่งความจริงทั้งสองประโยคต่างก็แปลออกมาได้เหมือนกัน แต่ประโยคที่แปลออกมาแล้วมีความหมายที่เป็นเหตุเป็นผลก็คือประโยคหลังนั่นเอง นอกจากตัวอย่างนี้แล้วก็ยังมีประโยคที่สามารถเข้าข่ายกำกวมได้อีกมากมาย เพราะฉะนั้นเขียนเสร็จแล้วก็ต้องอ่านตรวจทานดูดี ๆ ว่าประโยคที่คุณเขียนลงไปนั้นแปลออกมาแล้วได้ความหมายที่เข้าใจได้หรือไม่ด้วยนะ

          เป็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย กับเรื่องจุกจิกในภาษาอังกฤษที่มักสับสนและใช้กันผิดอยู่บ่อย ๆ ใครอ่านและทำความเข้าใจตาม 15 ข้อที่นำมาฝากกันด้านบนนี้แล้ว คราวหน้าก็หวังว่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดกันนะจ๊ะ :D






คิดอย่างไรกับเรื่อง: 15 แกรมม่าอังกฤษ ที่ใช้ผิดกันบ่อย ๆ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
15 แกรมม่าอังกฤษ ที่ใช้ผิดกันบ่อย ๆ โพสต์เมื่อ 27 มีนาคม 2555 เวลา 22:14:17 133 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP