
นโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ
จากการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ประจำปี พ.ศ.2554 (The 2011 General Election) ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 ระหว่างเวลา 8.00-15.00 น. นั้น "ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี" ได้รวบรวมและขอนำเสนอข้อมูลนโยบายด้านการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ ส่วนหนึ่ง ดังนี้
![]()
พรรคเพื่อไทย
ได้กล่าวไว้ใน "นโยบายการศึกษา" ว่าการพัฒนาการศึกษาของประชาชนไทย คือ หัวใจของทางออกในทุกปัญหาของการพัฒนาประเทศ พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นว่าการศึกษา คือ หัวใจสำคัญของทุกองคาพยพแห่งการพัฒนาในทุกภาคส่วน การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาสู่สังคมไทย จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาให้ระบบการศึกษาไทย มีคุณภาพและความมั่นคงยั่งยืน เป็นโครงสร้างหลักของการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ เช่น Video Conference, One-Laptop-per Child, Course Ware ฯลฯ เน้นการให้ทุนการศึกษา และการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครองและช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสได้เรียนต่อ รวมทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเกิดการเรียนรู้ ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีแต่ความรู้เพียงเท่านั้น นอกจากนี้ยังเน้นการเสริมสร้างวินัยแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาสู่วินัยแห่งปัญญาต่อยอดถึงการใช้ปัญญา มาพัฒนาสู่ความคิดที่สร้างสรรค์ นำพาความเจริญก้าวหน้าสู่สังคมไทย มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจให้ถึงหลักเกณฑ์แก่นแท้ของปรัชญาทางการศึกษา คือ การเรียนรู้และการศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่ในทุกวินาทีของชีวิต
พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพและมาตรฐานทางการศึกษา โดยการเร่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาให้ได้มาตรฐาน และมีความเท่าเทียมกันของโอกาส ที่จะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาต่างๆ ของประเทศให้ได้มีมาตรฐานและคุณภาพของการศึกษา ให้กระจายสู่บุคลากรของชาติในทุกภาคส่วน รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างของหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย
โดยสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในทุกๆ ด้านแห่งองค์ความรู้ และข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงวิทยาการแขนงต่างๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของสถานการณ์โลกปัจจุบัน เพื่อให้ระบบการศึกษาของไทย สามารถก้าวนำสู่ประชาชนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมอุดมปัญญา สังคมแห่งเหตุและผล สังคมแห่งความรู้เท่าทันสถานการณ์ และที่สุดนั้นเพื่อประชาชนชาวไทยจะเป็นผู้ที่รู้เท่าทันพลวัตแห่งสถานการณ์ที่ทันท่วงที
นโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยได้ประกาศในส่วนของ "คิดใหม่ทำใหม่ เพื่อคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย" ทั้ง 6 ด้าน คือ
1. ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา พัฒนาทักษะครู ปรับปรุงหลักสูตรและใช้สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย
2. จัดศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษา จะจัดศูนย์ฝึกในอาชีวศึกษาทุกแห่งให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้เรื่องที่สนใจ พัฒนาทักษะให้คนไทยเป็นผู้ชำนาญในสาขาต่างๆ
3. จัดแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ให้เด็กนักเรียนใช้ฟรี
4. Free Wi-Fi ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี ในที่สาธารณะ เปิดโลกกว้างให้เด็กไทยและคนไทย ได้เข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
5. ใช้ระบบเรียนก่อน ผ่อนทีหลัง กองทุนให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (ICL) เพื่อให้ลูกหลาน คนยากจนที่ด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีทุนเรียนในระดับอุดมศึกษาจนจบแล้วค่อยผ่อนใช้คืนภายหลัง
6. เพิ่มทุนเรียนต่อต่างประเทศ โดยโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ
นอกจากนี้ ได้กำหนดไว้ในนโยบาย "คนไทยตั้งตัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี" โดยมีกองทุนตั้งตัวได้กองทุนตั้งตัวได้สำหรับนิสิต นักศึกษา อาจารย์ โดยตั้งกองทุนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ตั้งกรรมการมาควบคุม ประกอบด้วย อาจารย์ ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ตัวแทนภาครัฐ ร่วมสร้างผู้ประกอบการใหม่ โดยจัดงบให้กองทุนเริ่มต้นที่ 1 พันล้านบาท เพื่อเป็นทุนตั้งตัวให้นักศึกษาหริแม้แต่อาจารย์เองก็สามารถกู้ไปใช้ได้ ทั้งยังมุ่งสร้างหลักประกันรายได้ให้บัณฑิตที่จบใหม่ โดยประกันรายได้ให้ปริญญาตรีจบใหม่ มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท
(อ้างจาก : http://www.ptp.or.th/) ![]()
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
ได้บรรจุไว้ใน "นโยบายสังคม" ในส่วนของ "ประชาชนมีคุณภาพ" ดังนี้
1. โรงเรียนสองภาษาทั่วประเทศ จัดให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศมีโรงเรียนสองภาษา (English Program – EP) เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน รวมทั้งจัดให้เป็นโรงเรียนสามภาษาในโรงเรียนชายขอบเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
2. ทุนพัฒนาโรงเรียน 2 ล้านบาททุกตำบล จ่ายเงินอุดหนุนเพื่อนำไปจัดการพัฒนาโรงเรียนในการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน และจ่ายเงินเพิ่มพิเศษพัฒนาครู โดยระบบการจ่ายเงินจะประกอบไปด้วยการประเมินทักษะด้านต่างๆ ซึ่งจะแยกส่วนกับระบบบัญชีเงินเดือนครูได้แก่ ครูผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ครูผู้มีประสบการณ์งานบริหาร ครูประจำตำแหน่งสาขาขาดแคลน และครูผู้มีคุณวุฒิพิเศษ
3. ทุนหมื่นล้านสร้างครูของประเทศ จัดทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกเพื่อผลิตอาจารย์ระดับปริญญาเอกปีละ 700 ทุนต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 4 ปี ให้กับอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคลและวิทยาลัยท้องถิ่น 70 แห่งทั่วประเทศ รวม 2800 คน เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีบุคคลากรที่มีคุณภาพเป็นมาตรฐานสากลให้ทำงานสอนและวิจัยในพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพดีขึ้นและสร้างลูกศิษย์ที่จะจบไปเป็นครูหรือทำงานในพื้นที่ได้อย่างมีคุณภาพ
4. ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน (ASEAN Education Hub) โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์กลางการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality Education Hub) โดยการนำความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆกับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านเหล่านี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น Hotel school, Culinary school, Tourism school, และManagement school ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยสามารถสร้างบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ
5. ครูเพื่อเด็กพิเศษทั่วถึง ทั่วไทย จัดให้มีครูผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องทางสมอง เพื่อประจำโรงเรียนในทุกจังหวัด โดยสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับโรงเรียนประจำจังหวัดในการสนับสนุนด้านบุคลากร อุปกรณ์และจัดระบบและกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษแต่ละประเภท
6. พัก ลด ปลดหนี้ครู ด้วยกองทุนครูพัฒนาชาติ รัฐจะรับโอนหนี้สินให้ครูที่มีหนี้สินเกิน 300,000 บาท ให้พักหนี้เงินต้นในส่วนที่เกิน 300,000 บาทไว้ได้ไม่เกิน 10 ปี โดยจะจัดเงินสมทบตั้งเป็นกองทุนครูพัฒนาชาติให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งกองทุนฯ จะรับโอนหนี้สินครูที่มีหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท ไว้ร้อยละ 50 และส่วนที่เหลือให้ครูผ่อนชำระ ซึ่งหากชำระได้ตามกำหนดเวลา ส่วนที่กองทุนฯ รับโอนหนี้ ครูจะผ่อนชำระคืนให้กองทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย
7. เพิ่มวงเงินงบประมาณเพื่อการวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอีกไม่น้อยกว่า 2 เท่า โดยให้มีการเพิ่มงบประมาณทันที และเพิ่มให้มีงบประมาณวิจัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของ GDP ภายใน 4 ปี
8. สร้างศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ทุกจังหวัด (Innovative Education Center) จัดให้มีศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ในทุกจังหวัด เพื่อให้ครอบครัวและเยาวชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้สะดวกขึ้น โดยมีรูปแบบในการจัดสร้างในลักษณะของ “ห้องสมุดมีชีวิต” เพื่อสร้างฐานความรู้ที่ทันสมัยในทุกด้าน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สังคม วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม โดยใช้เครื่องมือ สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาองค์ประกอบของการเรียนรู้ทั้งทางด้าน IQ EQ SQ และ PQ
9. กองทุนพัฒนาเยาวชนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 100,000 บาท จัดให้มีกองทุนพัฒนาเยาวชนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 100,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็ก และเยาวชนทั้งในเรื่องของการจัดหาอาหารเสริม การพัฒนาสติปัญญา การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเรียนรู้ ตลอดจนการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เยาวชน
10. เรียนฟรี 19 ปี ขยายขอบเขตของโครงการเรียนฟรี 15 ปี เป็น 19 ปี เพื่อให้ครอบคลุมการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา
นอกจากนี้ในส่วนของ "สวัสดิการสังคม เพิ่มอัตราพนักงานราชการ เพื่อจ้างงานบัณฑิตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพนักงานประจำตามภูมิลำเนาของบัณฑิต" โดยบรรจุในอัตราเงินเดือนปริญญาตรี 8,700 บาท ตำบลละ 2 คน ต่อปี (จังหวัดยะลามี 58 ตำบล/ ปัตตานีมี 115 ตำบล/นราธิวาสมี 78 ตำบล รวมตำบลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งสิ้น 241 ตำบล) และขยายไปยังตำบลอื่นๆในจังหวัดชายแดนในระยะต่อไป
(อ้างจาก http://www.cpnparty.com/)
![]()
พรรคประชาธิปัตย์
ได้กำหนดไว้เป็นนโยบาย "เรียนฟรี เรียนดี มีงานทำ" และ "เด็กไทยทุกคนจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงมัธยม 6 อย่างมีคุณภาพ" โดยได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. จัดสรรงบประมาณให้จังหวัด/โรงเรียน เพื่อทำการจัดซื้อตามงบประมาณต่อหน่วยที่กำหนด ให้สามารถจัดซื้อและมอบให้นักเรียนได้เมื่อเปิดเทอมการศึกษาใหม่ของปี
1.1 นม 6 บาท/กล่อง จำนวน 230 วัน (ในช่วงปิดเทอม 30 วัน)
1.2 อาหารกลางวัน 400 บาท/ คน จำนวน 200 วัน
1.3 เครื่องแบบนักเรียนคนละ 2 ชุด/ปี - ประถมชุดละ 180 บาท - มัธยมต้นชุดละ 225 บาท - มัธยมปลายชุดละ 250 บาท
1.4 ตำราเรียนฟรี (ระบบยืมเรียนสำหรับตำราและให้ฟรีสำหรับแบบฝึกหัด) - ประถม 300 บาท/คน/ปี - มัธยมต้น 325 บาท/คน/ปี - มัธยมปลาย 375 บาท/คน/ปี
2. ออกข้อบังคับห้ามโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียน และแจ้งให้ผู้ปกครองทราบถึงนโยบายเรียนฟรีจริง เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องทำงานเป็น สร้างงานได้ มีงานทำ ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนี้
2.1 ร่วมกับภาคเอกชนปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตลาดงานจริง
2.2 จัดให้มีการฝึกงานภาคฤดูร้อน เพื่อการพัฒนาทักษะและทัศนคติของนักศึกษาให้พร้อมทำงาน
2.3 โรงเรียน / มหาวิทยาลัย จัดตั้งหน่วยงานช่วยจัดหางานให้แก่นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและให้ถือการมี งานทำเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนสำเร็จตาม หลักสูตรและได้รับวุฒิบัตรหรือปริญญาบัตร
2.4 จัดระบบการทดสอบระดับฝีมือ / ทักษะ ด้านอาชีวศึกษาให้กระจายทั่วประเทศ เพื่อออกประกาศนียบัตรรับรองระดับฝีมือ/ทักษะ เพื่อเป็นฐานการกำหนดค่าตอบแทน
งบประมาณ : ใช้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรปกติ
หลักประกันอันมั่นคงของทุกคน อายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่ไม่มีหลักประกันอื่น มีเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. ขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพในพื้นที่ที่รับผิดชอบ
2. ใช้งบประมาณที่ได้รับจ่ายให้ผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนๆ ละ 500 บาท
3. จัดทำระบบการจ่ายเบี้ยยังชีพเพื่อความสะดวกของผู้รับและตรวจสอบได้
งบประมาณ : จัดสรรงบประมาณ ปีละ 35,000 ล้านบาท
ดูแลคนไทยทุกช่วงวัยของชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจวบจนวัยชรา ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. ปัจจุบันรัฐจัดสรรค่าเหมาจ่ายรายหัวให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ 2,100 บาทต่อคน ( จากเดิม 1,659 บาท) ซึ่งเพียงพอที่ระบบหลักประกันสุขภาพจะสามารถให้บริการที่ได้มาตรฐาน และจ่ายยารักษาที่มีคุณภาพ โดยจะต้องดำเนินการปฏิรูประบบยา คู่กับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอนี้ต่อไป
2. เพิ่มความสะดวกและคุณภาพแก่ประชาชน ให้สามารถเลือกรักษาที่คลีนิกใกล้บ้านนอกเหนือจากโรงพยาบาลได้ ด้วย โดยจัดสรรเงินจากค่าเหมาจ่ายรายหัว ให้แก่ คลินิกในพื้นที่เพื่อเข้าร่วมโครงการ “รักษาฟรีที่คลินิก” โดยสัมพันธ์กับจำนวนประชากรในพื้นที่
3. สนับสนุนระบบควบคุมและประเมินคุณภาพบริการ โดยให้ สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ขยายการรับรองมาตรฐานไปให้ครอบคลุมถึงคลีนิกด้วย เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพบริการให้ดีขึ้น
งบประมาณ : ค่าเหมาจ่ายรายหัวให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ 2,100 บาทต่อคน (จัดสรรแล้ว)
เพิ่มศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและที่ทำงานทั่วถึง ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ ดังนี้
1. โอนงบประมาณให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามกรอบค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่กำหนด
2. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ให้สามารถดูแลเด็กเล็กได้ตามหลักวิชาเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย สมองและจิตใจ
3. จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการพัฒนาร่างกายและสมองของเด็กเล็กให้ครบตามมาตรฐานทุกศูนย์
4. จัดการวัด IQ ของเด็กเล็กและบันทึก พร้อมกับวัดการพัฒนา IQ ทุก 6 เดือน (สำหรับศูนย์ต้นแบบให้วัดทุก 3 เดือน ศูนย์ต้นแบบกำหนดให้มีอำเภอละ 1 แห่ง)
5. นำผลการวัดความเจริญเติบโตของร่างกาย สมองและจิตใจของเด็กเล็ก สรุปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงวิธีการเลี้ยงดู และเผยแพร่ให้พ่อแม่ทุกคนทราบและใช้ประโยชน์ต่อไป
งบประมาณ = 15,520 ล้านบาท
นมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4.4 ล้านคน x 6 บาท/คน x 365 วัน = 9,650 ล้านบาท
พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1,000 แห่ง/ปี 1 ล้าน/แห่ง = 1,000 ล้านบาท
ค่าตอบแทนสำหรับเจ้าหน้าที่ ประจำศูนย์ จำนวน 18 ,500 ศูนย์ต่อปี = 4,500 ล้านบาท
ค่าวัสดุอุปกรณ์เพื่อพัฒนาเด็กเล็ก 20,000 บาท/ศูนย์/ปี x 18,500 ศูนย์ = 370 ล้านบาท
(อ้างจาก : http://www.democrat.or.th/) ![]()
พรรครักษ์สันติ
ได้บรรจุนโยบายด้านการศึกษาไว้ใน "ประเทศไทยจะเก่งล้ำขนาดไหน หากเราสร้างเด็กและครูไทยให้นำโลก?" เส้นทางปัญญาพัฒนา ส่งเสริมการศึกษาไทยคู่คุณธรรมและจริยธรรมให้อยู่แนวหน้าของสากลโลก พัฒนาทั้งระบบทั้งผู้สอน ผู้เรียน สถานศึกษา และหลักสูตร หลักการเส้นทางปัญญาพัฒนา ได้แก่
พัฒนาครู : ดูแลสวัสดิการ ช่วยเหลือและแก้ปัญหาหนี้สินครู รวมถึงการสนับสนุนในด้านต่างๆ เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก อย่างเต็มที่ การสนับสนุนในการสอนรวมถึงการพัฒนาความรู้ความสามารถครูให้ทัดเทียมวิทยาการสมัยใหม่อยู่เสมอ
พัฒนานักเรียน : ส่งเสริมการเรียนฟรี ส่งเสริมให้นักเรียนทั้งเรียนดีและมีคุณธรรมต่อครอบครัว สังคม ประเทศชาติและประชาคมโลก ส่งเสริมปรับปรุงมาตรฐานการสอบเข้ามหาวิทยาลัย O-Net ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดที่ดีและสร้างสรรค์
พัฒนาโรงเรียน : ยกระดับโรงเรียนทั้งประเทศให้มีอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ส่งเสริมให้เกิดสถาบันการศึกษามีความเท่าเทียมกันโดยสร้างมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
(อ้างจาก http://www.raksanti.org/)
![]()
พรรคกิจสังคม
ได้บรรจุไว้ใน "การศึกษาดี ชีวิตมีแต่ความสุข" โดยกล่าวว่า พรรคกิจสังคมจะใช้การศึกษาและศาสนาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคม โดยจะพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับนานาอารยประเทศให้โรงเรียนทุกแห่งมีความพร้อม คุณภาพ และมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เริ่มต้นจากการจัดทำหลักสูตรการศึกษา 4I innovative, intelligent, ICT, international ทำให้คนไทยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ปฏิภาณ รู้จักสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี มีความเป็นสากล รวมไปถึงการจัดให้มีหลักสูตรพื้นฐานด้านหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ จะพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ครู อาจารย์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรและความสามารถตรงตามสาขาวิชาที่รับผิดชอบ
โดยจัดให้มีการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้และทักษะ จะเพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทนให้สอดคล้องกันความรู้ความสามารถและความรับผิดชอบ รวมทั้งยกเลิกการประเมินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยจะปรับเปลี่ยนให้มีการประเมินจากกระดาษในระบบเดิม เป็นการประเมินความรู้ของนักเรียน เพื่อให้ครูมีเวลากับการเรียนการสอนของนักเรียนอย่างเต็มที่ เด็กทุกคนจะต้องได้เรียนฟรี
พรรคกิจสังคมมีนโยบายให้ทุกศาสนามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสังคม ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของแต่ละศาสนา โดยจะเพิ่มเติมหลักศาสนาเข้าไปในหลักสูตรพื้นฐานบังคับ อีกทั้งผู้ที่จะเข้ารับราชการ เป็นพนักงานลูกจ้าง จะต้องผ่านการศึกษาหลักสูตรขั้นต่ำตามศาสนาของตน
นอกจากนี้ ได้กำหนดไว้ใน "ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหมู่บ้าน" โดยกล่าวว่า พรรคกิจสังคมมีนโยบายจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหมู่บ้าน โดยมอบหมายให้กองทุนหมู่บ้านและโรงเรียนเป็นผู้บริหารจัดการ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และติดต่อสื่อสารกับลูกหลานที่อยู่ห่างไกลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งเป็นการส่งเสริม ความสัมพันธ์ครอบครัวอันเป็นรากฐานความมั่นคงของสังคม การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหมู่บ้านยังเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากสื่อออนไลน์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลข่าวสารทางการเกษตร สุขภาพอนามัย วิชาการความรู้ ดินฟ้าอากาศ และเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา 4I ทั้งนี้ทางศูนย์จะมีผู้ให้ความรู้แก่ผู้ใช้บริการโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในทางที่ผิด
(อ้างจาก http://www.socialactionparty.org/)
![]()
พรรคภูมิใจไทย
ได้บรรจุไว้ในส่วนหนึ่งของนโยบายสังคม "ชีวิตดีมีงานทำ" ดังนี้
กองทุนจ้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง เป็นกองทุนที่พรรคภูมิใจไทย จะนำเสนอเป็นกฎหมาย เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ให้เป็นหลักประกันในการจัดหางานตำแหน่งงาน 1 ล้านตำแหน่งอย่างเป็นระบบ โดยจะให้มีการบูรณาการร่วมกันของภาครัฐและเอกชน โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือประกันตำแหน่งงานให้กับประชาชนจำนวน 1 ล้านตำแหน่ง ให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีงานทำ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีโอกาสแสดงศักยภาพของตัวเอง
เงื่อนไขในกฎหมายที่สำคัญคือ คณะกรรมการกองทุน จะมีหน้าที่ในการดำเนินการหาตำแหน่งงาน 1 ล้านตำแหน่ง จากภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงการสร้างตำแหน่งงานใหม่ ให้ได้ 1 ล้านตำแหน่ง โดยมีเงินกองทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน โดยใช้ยุทธศาสตร์บูรณาการเพื่อหาตำแหน่งงาน
เมื่อประชาชนมีตำแหน่งงาน 1 ล้านตำแหน่ง เชื่อว่าจะเป็นหลักประกันให้กับประชาชนชาวไทย ในอันที่จะมีงานทำ มีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว และจะทำให้ความสุขเกิดขึ้นจากโครงการนี้อย่างแท้จริง รวมไปถึงยังเป็นหลักประกันว่านักเรียน นักศึกษาที่จบใหม่จะมีงานทำแน่นอน นักเรียนที่ใช้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็จะมีเงินมาจ่ายคืนกองทุน ไม่ต้องมีหนี้เสียจำนวนมากอย่างปัจจุบัน เพื่อจะได้มีเงินให้รายใหม่ได้กู้หมุนเวียนเพื่อพัฒนาทางด้านการศึกษาต่อไป
พรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าเมื่อคนไทยมีงานทำที่มั่นคง มีหลักประกันว่าไม่ตกงาน ก็จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในครอบครัว ไม่ต้องอยู่ในสภาพตึงเครียด ที่บางครั้งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคม ทั้งความแตกแยกในครอบครัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ ตามมาอีกมากมาย แต่เมื่อมีงานทำ ชีวิตดีขึ้น ครอบครัวดีขึ้น ก็ต้องถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต ผลที่จะตามมาคือ ความมั่งคั่ง ที่จะตามมาด้วยนั่นเอง
(อ้างจาก http://www.bhumjaithai.com/)
![]()
พรรคชาติไทยพัฒนา
ได้กำหนดไว้ในนโยบายการศึกษา ดังนี้
1. ให้ความสำคัญกับผู้รับการศึกษา พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาของเด็ก และเยาวชนเพื่อให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการ ดำรงชีวิต จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญา สุขภาพจิตและ สุขภาพกาย โดยจะส่งเสริมการเรียนการสอนที่ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้เรียน จัดให้มีโภชนาการอย่างเหมาะสมโดยการจัดโครงการอาหารกลางวัน เป็นสวัสดิการสำหรับเด็กนักเรียน ให้มีการเรียนฟรีในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งการจัดหาทุนการศึกษาเพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สูงขึ้น และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งจัดระบบการแนะแนวการศึกษา เพื่อให้ผู้ รับการศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายทางการศึกษาเพื่อการดำรง ชีวิตที่ดีของตนได้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองต่อสังคมและประเทศ ได้อย่างสูงสุด
2. พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา พรรคชาติ ไทยพัฒนามุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรมและ ความเอื้ออาทรต่อผู้รับการศึกษาแก่ครูผู้สอน รวมทั้งจัดสวัสดิการครู ส่งเสริม ให้เกิดการฝึกอบรมวิทยาการและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยแก่ครูและบุคลากร ทางการศึกษา รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้ครูกลับถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสังคมในท้องถิ่นต่างๆ และจะสนับสนุนให้ปราชญ์ชาวบ้าน มีส่วนร่วมในการให้การศึกษาให้มากยิ่งขึ้น
3. ส่งเสริมหลักสูตรบูรณาการ พรรคชาติไทยพัฒนามุ่งส่งเสริมให้หลักสูตรการศึกษาประกอบไปด้วย การเรียนการสอน การปฏิบัติทั้งวิชาการและแนวทางการดำรงชีวิต ตลอดจนเป็นหลักสูตรที่สร้างความรู้ความเข้าใจที่ ถูกต้องในการสืบสานขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ จะส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทำอย่างมีสติและมีเหตุผล โดยเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำ หลักสูตรการศึกษาและประเมินผลการจัดระบบการศึกษา นำเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน จัดให้มีตำราเรียนและอุปกรณ์การเรียนการสอน ที่ ทันสมัยและเหมาะสมกับหลักสูตรการศึกษาของผู้เรียนในทุกมิติ รวมทั้งกลุ่มบุคคลพิเศษ เช่นผู้พิการและผู้มีปัญญาเลิศ ตลอดจนจะพัฒนาห้องสมุดให้เป็น แหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่ครบวงจร
4. เพิ่มศักยภาพการบริหารการศึกษา พรรคชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของ สถานศึกษา โดยจะส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจ เพื่อองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนาและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนในการจัด การศึกษาทุกระดับ และจะมุ่งส่งเสริมการจัดให้มีสถานศึกษาขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารการศึกษา จะสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาของไทยกับนานาประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยน นักเรียนนักศึกษา วิทยากรทางการศึกษา ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ วิธีการ บริหารจัดการ และเทคโนโลยี ด้านการศึกษาระหว่างกัน รวมทั้งการจัดสรร ทรัพยากรเพื่ออุดหนุนสถานศึกษาอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับสภาพของแต่ละสถานศึกษา
(อ้างจาก http://www.chartthaipattana.or.th/)
![]()
ทั้งนี้ จากข้อมูล กตต.ได้รายงานว่า การเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งนี้ มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งสิ้น 40 พรรค จำนวนผู้สมัคร 1,410 คน แยกเป็นผู้สมัครชาย จำนวน 1,100 คน ผู้สมัครหญิง จำนวน 310 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 34 พรรค จำนวนผู้สมัคร 2,422 คนทั่วประเทศ ประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย 375 คน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 288 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 4 คน พรรคประชากรไทย 15 คน พรรคพลังชล 11 คน พรรคประชาธรรม 19 คน พรรคดำรงไทย 15 คน พรรคพลังมวลชน 16 คน พรรคประชาธิปัตย์ 375 คน พรรคไทยพอเพียง 7 คน พรรครักษ์สันติ 107 คน พรรคไทยเป็นสุข 10 คน พรรคกิจสังคม 79 คน พรรคไทยเป็นไท 12 คน พรรคภูมิใจไทย 188 คน พรรคแทนคุณแผ่นดิน 15 คน พรรคเพื่อฟ้าดิน 158 คน พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย 38 คน พรรคการเมืองใหม่ 17 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 154 คน พรรคเสรีนิยม 12 คน พรรคชาติสามัคคี 10 คน พรรคมาตุภูมิ 47 คน พรรคชีวิตที่ดีกว่า 2 คน พรรคพลังสังคม 3 คน พรรคเพื่อประชาชนไทย 5 คน พรรคประชาสันติ 30 คน พรรคความหวังใหม่ 185 คน พรรคพลังคนกีฬา 128 คน พรรคพลังชาวนาไทย 3 คน พรรคไทยสร้างสรรค์ 1 คน พรรคเพื่อนเกษตรไทย 90 คน พรรคอนาคตไทย 1 คน พรรคสยาม 2 คน
ส่วนจังหวัดที่มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 311 คน รองลงมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 109 คน และจังหวัดขอนแก่น 98 คน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน





